วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554

คีย์ลายสุดสะแนน

ลายแคนพื้นบ้านอีสาน
คีย์ลายสุดสะแนน
ลายสุดสะแนน เป็นลายที่เวลาบรรเลงแล้ว ทุกครั้งที่จบลายเพลง ต้องลงที่เสียงซอล อันเป็นเสียงหลักของทำนอง เสมอ และลูกแคนเสียงซอลนี้ มีชื่อว่า สะแนน เมื่อเพลงจบ หรือสิ้นสุดลงที่ลูกสะแนน จึงเรียกลายนี้ว่า ลายสุดสะแนนซึ่งสื่อความหมายว่า สิ้นสุดเพลงที่ลูกสะแนน....
ส่วนอีกความหมายหนึ่งของลายสุดสะแนน คือ ลายนี้เป็นลายที่ไพเราะมากๆ เป็นที่สุดของที่สุดของลายแคนทั้งหลาย ถือว่าเป็นลายชั้นครูของแคน เพราะเล่นได้ยากกว่าลายอื่นใดทั้งหลาย หมายถึงบรรเลงให้ได้ระดับชั้นครูนั้น ยาก... ใครเล่นได้ ก็ถือว่าสุดยอดทางการเป่าแคนเลยทีเดียว ดังนั้น บรรดาลายทั้งหลาย ยากสุดๆ ก็ลายนี้ ไพเราะสุดๆ ก็ลายนี้ จึงเรียกลายนี้ว่า สุดสะแนน”..... อันหมายถึง สิ้นสุดของเส้นสายแนนสาว(ชัก)ดึงสายแนนมาเรื่อยๆ  ในที่สุดก็พบจุดสิ้นสุด... จุดสิ้นสุด คือจุดหมายปลายทาง เมื่อพบจุดสิ้นสุดอันเป็นเป้าหมายสุดท้ายแล้ว ถือว่า สิ้นสุดสายแนน.... การฝึกแคนก็เช่นกัน เมื่อฝึกไปเรื่อยๆ จนฝึกได้ลายที่ยากที่สุด อันเป็นลายชั้นครูของแคนแล้ว การฝึกแคนนั้น ก็ถือว่าสุดสายแนน เช่นกัน... สายแนนก็คือสะแนน ... สุดสายแนน ก็คือสุดสะแนน (เกี่ยวกับสายแนน ขอให้ค้นดูจากวรรณคดีอีสาน เรื่อง สายแนนนาแก่น)
ลายสุดสะแนน มีเสียงซอล (เสียง G เมื่ออยู่บันไดเนเจอรัล) เป็นเสียงศูนย์กลางของทำนอง ใช้โน้ตในทำนอง 6 โน้ต คือ ซ ล ท ด ร ม
เสียงฟา เป็นเสียงส้มของลายสุดสะแนน ... ส้มหมายถึง เปรี้ยว เสียงส้ม หมายถึง เสียงที่ไม่เข้าพวกกับเสียงอื่นเมื่อบรรเลงทำนอง หากนำเสียงนี้มาใช้ร่วมทำนอง จะฟังดูแปร่งๆ หู เปรี้ยวหู ก็เลยเรียกว่าเสียงส้ม
เสียงฟา เมื่อนำมาใช้ในคีย์ลายสุดสะแนน จะไม่เข้าพวกเขา.... หากจะให้เข้าพวกจริงๆ ต้องเป็นเสียงฟาชาร์ป (F#)   ซึ่งแคนไม่มีเสียงฟาชาร์ป
อีกอย่างหนึ่ง ทำนองลายเพลงอีสาน โดยมาก เป็นทำนองโน้ตกระโดด ใช้โน้ตในแต่ละลายเพลง 5 โน้ต ซึ่งโน้ตหลัก 5 โน้ตของลายสุดสะแนนคือ ซ ล ด ร ม
บันไดเสียงลายสุดสะแนน ควรเรียกว่าอยู่ในบันไดจีโหมด ออกสำเนียงเมเจอร์ ไม่ใช่บันได จีเมเจอร์ แม้ว่าทำนองจะจบลงที่เสียง ซอล หรือจี และใช้เสียงซอล เป็นเสียงประสานยืน ก็ตาม ถ้าจะจัดเข้าบันไดทางเมเจอร์ ควรจะเรียกว่าอยู่ในบันไดซีเมเจอร์ แต่ใช้เสียงในขั้นที่5 (dominant)  คือเสียง G เป็นเสียงเอก (primary tone ไม่ใช่ Tonic) การจัดเช่นนี้ มีเหตุผลตรงที่ ลายสุดสะแนน มีลายใหญ่เป็นเครือญาติทางไมเนอร์ (relative minor) และลายใหญ่มีเสียง A หรือลา เป็น โทนิค หรือเสียงศูนย์กลาง เพราะฉะนั้น ลายสุดสะแนน จึงต้องมีเสียง C หรือ โด เป็นโทนิค จึงจะถูกต้อง บันไดเสียงที่มีเสียงโด หรือ C เป็นโทนิค ก็คือบันไดซีเมเจอร์ นั่นเอง 


ดูตารางเทียบคู่โทนิคทางเมเจอร์และไมเนอร์

Tonic Major
Tonic Minor
คู่โทนิค
C
Am
F
Dm
G
Em

ที่มา  http://www.isan.clubs.chula.ac.th/dontri/?transaction=sudsanan.php

แคนวง


แคนวง
แคนวง  คือ แคนที่นำมาบรรเลงพร้อมๆกัน หลายๆเต้า โดยเป่าเป็นคณะ หรือเป็นวงร่วมกัน มีเครื่องให้จังหวะ เช่น ฉิ่ง ฉาบ กรับ ฯลฯ เข้าร่วนบรรเลงด้วย แคนวง วงหนึ่ง จะใช้แคนตั้งแต่ 6 เต้าขึ้นไป จนถึง 12 เต้า คือ 
 
o แคนวงขนาดเล็ก ใช้แคน 6 เต้า
o แคนวงขนาดกลาง ใช้แคน 8 – 10 เต้า
o แคนวงขนาดใหญ่ ใช้แคน 12 เต้า
         จำนวนแคนต่างๆที่ประกอบกันเข้าเป็นวงขนาดเล็ก กลาง และขนาดใหญ่ เป็นจำนวนโดยอนุโลม ไม่ได้ถือตายตัวเคร่งครัดมากนัก เช่น อาจจะเพิ่มจำนวนแคนให้มากกว่านี้เพียงใดก็ถือว่าเป็นแคนวงขนาดใหญ่ทั้งนั้น โดยมีเครื่องดนตรีอื่นๆ และเครื่องประกอบจังหวะร่วมผสมเข้ากับวงด้วยเช่น ขลุ่ย หรือ ปี่ ซอด้วง ซออู้ กลอง หรือโทนรำมะนา แคนวงมักบรรเลงเพลงไทย เพลงไทยสากล ทั้งเพลงไทยลูกกรุง เพลงไทยลูกทุ่ง นอกจากนี้ยังใช้บรรเลงประกอบการละเล่นพื้นเมืองต่างๆ
ที่มา www.images.suwamon.multiply.multiplycontent.com

ส่วนประกอบของแคน

ส่วนประกอบของแคน
แคน มีส่วนประกอบต่างๆ ดังนี้
1.ลูกแคน 2.เต้าแคน 3.หลาบโลหะ 4.ขี้สูดหรือชันโรง 5.ไม้กั้น 6.เชือกมัด


 1. ลูกแคน
         ลูกแคน ทำจากไม้ตระกูลไผ่ชนิดหนึ่ง ทางภาคอีสานเรียกว่าไม้ไผ่เฮี้ย ชาวลาวเรียกว่า ไม้เฮี้ยน้อย ทางภาคกลางและทางเหนือเรียกไม้ซาง และเนื่องจากไม้ไผ่เฮี้ยนี้ โดยมากนำมาใช้ทำแคนเป็นหลัก ช่างแคน จึงนิยมเรียกว่า ไม้กู่แคน ...
         แคนแต่ละดวงจะมีจำนวนลูกแคนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับชนิดของแคน เช่น แคนเจ็ดมี 14ลูก แคนแปด มี16 ลูก เป็นต้น
2. เต้าแคน
         เต้าแคน ทำจากแก่นไม้ที่เนื้อไม่แข็งมากนัก เช่นไม้แคนหรือไม้ตะเคียน ไม้หนามแท่ง ไม้ประดู่ แต่ที่นิยมมากที่สุดคือ รากไม้ประดู่ เพราะรากไม้ประดู่ ไม่แข็งมากนัก ตัด บาก เจาะทำรูปทรงของเต้าแคนได้ง่าย
         เต้าแคน มีลักษณะกลมเป็นกระเปาะ หัวท้ายสอบ ตรงกลางเจาะบากเป็นรูทะลุรูปสี่เหลี่ยม สำหรับใส่ลูกแคน ด้านหน้าหรือหัวเต้า เจาะรูกลมทะลุถึงรูสี่เหลี่ยมตรงกลาง สำหรับเป่าให้ลมเข้าไปสั่นสะเทือนลิ้นแคนภายในเต้าแคน ด้านท้ายเต้า เหลาตกแต่งเป็นรูปทรงคล้ายหัวนม ซึ่งเต้าแคนของช่างแคนแต่ละคน จะไม่เหมือนกัน ช่างแคนตัวจริงทุกคนจะมีรูปร่างเต้าแคนอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เต้าแคน ก็คือโลโก้ของช่างแคนคนนั้นนั่นเอง
3. หลาบโลหะ
         หลาบโลหะ คือแผ่นโลหะบางๆ ใช้สำหรับทำลิ้นแคน โดยช่างแคน จะค่อยๆ ทุบตีก้อนโลหะ จากที่เป็นก้อน ให้เป็นแผ่นเส้นยาวๆ จากที่เป็นแผ่น ให้กลายเป็นแผ่นบางๆ พอเหมาะกับการใช้งาน
4. ขี้สูดหรือชันโรง
         เป็นขี้ผึ้งเหนียวสีดำที่ได้จากรังของแมลงชนิดหนึ่งตัวเล็กกว่าผึ้งเรียกว่า แมลงขี้สูด หรือบางแห่งเรียก แมงน้อย คุณสมบัติของขี้สูดคือ อ่อน เหนียว ยืดหยุ่น ไม่ติดมือและไม่แห้งกรอบ ขี้สูดใช้สำหรับติดยึดลูกแคนเข้ากับเต้าแคน ทั้งยังช่วยปิดอุดช่องว่างระหว่างลูกแคนกับเต้า และระหว่างลูกแคนกับลูกแคน เพื่อไม่ให้ลมที่ผ่านเข้าสู่โพรงเต้าแคน รั่วไหลออกจากเต้า
5. ไม้กั้น
         ไม้กั้น ทำจากไม้ไผ่ เหลาเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม กว้างประมาณ 1 ซ.ม. หนาประมาณ 1 ซ.ม. และยาวประมาณ ไม่เกินความกว้างของแคนดวงนั้น
         ไม้กั้นนี้ ใช้กั้นระหว่างลูกแคนแพซ้าย กับแพขวา ตรงจุดที่มีเชือกมัด ซึ่งจุดที่มีเชือกมัด โดยมากจะมีอยู่ 3 จุดคือ ด้านล่าง 1 จุด ตรงกลางแถวๆปลายลูกแคนที่สั้นที่สุด 1 จุด และด้านบนตรงปลายลูกแคนที่ยาวที่สุด อีก1 จุด... นอกจากนั้น ตรงรูสี่เหลี่ยมของเต้าแคน ก็ใช้ไม้กั้นอีก 2 จุด บน-ล่าง รวมแล้ว แคน 1 ดวง ใช้ไม้กั้นประมาณ 5 อัน
6. เชือก
         เชือก ใช้สำหรับมัดยึดลูกแคนให้อยู่ในรูปทรงที่ต้องการ ให้แคนมีความแข็งแรงขึ้น เชือกมัดนี้ นิยมใช้ เครือหญ้านาง และหวาย แต่บางแห่งในปัจจุบัน ก็ใช้เชือกฟาง แคนที่ผลิตที่แถวร้อยเอ็ด นิยมใช้เครือหญ้านาง เป็นเชือกรัดแคน แคนที่ผลิตที่แถวนครพนม นิยมใช้หวาย เป็นเชือกรัดแคน





ที่มา  http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php

วิธีเล่นและการฝึกหัด เป่าแคน

วิธีเล่นและการฝึกหัด เป่าแคน
       
       การฝึกหัดเป่าก็เหมือนกับการฝึกหัดเครื่องดนตรีอื่นๆคือเรียนด้วยตนเองจากการสังเกตจดจำจากที่เคจได้ยินได้ฟัง ผู้จะฝึกหัดนิยมไปหาซื้อแคนมาเองค่อยศึกษาคลำทางทีละนิดละหน่อยถ้ามีโอกาสที่จะขอคำแนะนำจากผู้ที่เป่าเป็นแล้ว เมื่อจำทำนองอันใดได้ก็เอามาประติดประต่อเป็นของตนเองแต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผู้ฝึกหัดจำเป็นต้องรู้ก็คือ ต้องรู้ตำแหน่งของเสียงแคนว่าลูกใดเป็นเสียงลูกใดคู่กับลูกใด นอกจากนี้ยังต้องรู้ตำแหน่งของนิ้วมือด้วยว่านิ้วใดใช้กดหรือนับลูกใดบ้าง

เนื่องจากแคนแปดมีลูกแคนข้างละแปดลูกจำเป็นต้องแบ่งหน้าที่ให้เป็นระบบดังนี้
         1. หัวแม่มือ มีหน้าที่กอไว้เฉพาะลูกที่หนึ่ง (ลูกที่อยู่ใกล้ที่เป่าที่สุด)

         2. นิ้วชี้ มีหน้าที่กดได้สองลูกคือลูกที่สองกับลูกที่สาม

         3. นิ้วกลาง มีหน้าที่กดได้สองลูกคือลูกที่สี่กับลูกที่ห้า

         4. นิ้วนางกดได้สองลูกคือ ลูกที่หกกับลูกที่เจ็ด

         5. นิ้วก้อย มีหน้าที่กดได้ลูกเดียวคือลูกที่แปด คือลูกเล็กที่สุดที่อยู่ปลายสุด


ที่มา  http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php




เทคนิคการเป่าแคน



เทคนิคการเป่าแคน
การเป่าแคนจะนั่งเป่าหรือยืนเป่าก็ได้ โดยมีวิธีการเป่าแคนดังนี้
          1. จับแคนโดยใช้มือทั้ง 2 ข้าง จับที่เต้าแคน ให้แน่น ในอุ้งมือ
          2. ใช้นิ้วทั้ง 5 ปิดรูเสียงตามที่ต้องการ
          3. ใช้ปากเป่า โดยใช้ลมเข้า-ออก ตามเสียงที่ต้องการ
          4. ขยับนิ้วตามเสียงที่ต้องการ
    โน้ตแคน

มือซ้ายลูกที่
มือขวาลูกที่
ระดับเสียงที่ได้
1
2
โด
3
6
เร
4
7
มี
5-7
-
ฟา
6
3
ซอล
-
1-4
ลา
2
5
ที

    การใช้นิ้วปิดรูเสียงแคน
    โน้ตแคน
นิ้วมือซ้าย
ลูกที่
ระดับเสียงที่ได้
หัวแม่มือ
1
โด
ชี้
2-3
ที-เร
กลาง
4-5
มี-ฟา
นาง
6-7
ซอล-ฟา
ก้อย
8
เสพซ้าย

     การใช้นิ้วปิดรูเสียงแคน
     โน้ตแคน
               
นิ้วมือซ้าย
ลูกที่
ระดับเสียงที่ได้
หัวแม่มือ
1
ลา
ชี้
2-3
โด-ซอล
กลาง
4-5
ลา-ที
นาง
6-7
เร-มี
ก้อย
8
เสพขวา
         ลักษณะการวางนิ้วแคนแปด   
 
ที่มา http://thaicontemp.com/e9.html